FAQs: Going to Japan
เรื่องศาสนาข้างล่าง เดี่ยวไว้ค่อยมาตอบ ชอบที่มาเขียนๆไว้แล้วล่ะ พอดีมีการบ้านที่สัญญากับจิ๊ก (MD PhD) ไว้ว่าจะเขียนภายในอาทิตย์นี้ เพราะจิ๊กจะมาประชุมที่ญี่ปุ่น เลยต้องรีบมาเขียนก่อน (มีงานแบบเป็นงานเป็นการจริงๆอีก แต่อันนั้นขอลำไยก่อน)
มีคนมาถามเรื่องมาเที่ยวญี่ปุ่นหลายคนแล้ว ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้รู้อะไรมากเลย แต่ก็ตอบไปหลายรอบ จนเริ่มเบื่อ เลยคิดว่าเอามาเขียนลงบลอกดีกว่า แล้วก็ลังเลว่าเขียนภาษาอะไรดี เพราะเพื่อนประเทศอื่นก็เคยมาถาม แต่รู้สึกว่าภาษาอังกิดมีเวบไซต์เยอะแยะแล้ว ถ้าจะหาจริงๆ แต่ภาษาไทยยังไม่มี หรือข้อมูลไม่ถูกใจเราเท่าที่เจอมา เลยคิดว่าควรคิดเป็นวิทยาทานแก่เพื่อนฝูง ซึ่งไม่ควรยึดถือเรามาก เพราะเราก็ไม่ได้มาอยู่นาน ที่รู้ๆก็รู้แต่ในซัปโปโร ถึงแม้จะเคยไปเมืองอื่นมาแต่ก็เป็นแบบมีคนพาเที่ยว เลยโง่ไม่ค่อยรู้ ถ้า เอ หรือ พรสรร หรือใครก็ตามที่เห็นว่าเรามั่ว ก็เข้ามาแก้ให้ด้วยนะ (จะไม่แก้ตัว จิกกัดแต่อย่างใด)
Q: เอาเงินไปเท่าไหร่ดี
A: ก็ขึ้นอยู่กับว่าเที่ยวนานเท่าไหร่ ถ้าซัก 1 อาทิตย์ เรากะให้ 30,000 เยนอ่ะ (ประมาณ 10,000 บาท) และจะหมดตัวพอดีเป๊ะ ขึ้นอยู่กับว่ากินแรดด้วยรึป่าว เราจะบอกราคาของคร่าวๆละกัน ดูคำถามล่างๆ แล้วคำนวนเอง
Q: กินอะไรดี ถูกๆ
A: อาหาร ดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน เพราะคงเคยได้ยินว่าที่ญี่ปุ่นแพงมาก ก็แพงอ่ะนะ แต่ถ้ามาดูปริมาณของที่ใส่ลงมา คุณภาพที่ใส่ เราว่ามันก็โออยู่นะ เช่น ชีสล้นทะลักมาก แต่ก็แพงอยู่ดี ถ้าอยากถูก ก็ลองเข้า คมบินี่ ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ convenient store ที่นี่ (เค้าออกเสียง v เป็น b) มีหลายยี่ห้อด้วย เช่น 7-11 Lawson's Family Mart AMPM Sunkis ไปเลือกเอาเลย มีทุกอย่าง ตั้งกะข้าวหน้าต่างๆ ราเมน โซบะ เบนโตะที่มีหลายๆอย่าง ซูชิ ข้าวปั้น สลัด สปาเกตตี้ ลาซานย่า แต่ความสดก็คงไม่เท่าแบบกินที่ร้าน แต่ก็ยังอร่อยอยู่ดี แล้วก็อุ่นเร็วมาก ไม่ใช่สปีด 7-11 เมืองไทย ราคาก็ไม่เกิน 500 เยน ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกกินแรดขนาดไหน ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงคงไม่กินกันเยอะด้วย ข้าวที่นี่จะให้เยอะ ก็เลี่ยงๆพวกเบนโตะ ถ้าจะเอาถูกยิ่งขึ้นและกินน้อย แค่ข้าวปั้น (โอนิกิริ) ประมาณ 100-150 เยนกับอะไรอีกนิดหน่อยก็อิ่มได้ (แต่เราไม่อิ่ม) ซึ่งข้าวปั้นมีสารพัดแบบ แต่ก็คงอ่านไม่ออกกันสินะ เพราะเราอยู่มาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ก็สุ่มๆหยิบมา ส่วนพวกของหวาน แค่ในคมบินีก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าอยากได้ความแรดแบบในทีวีแชมเปี้ยน ก็ลองไปตามห้างใหญ่ๆ ชั้นใต้ดิน จะมีของกินสารพัดอย่าง เค้กสารพัดแบบ ข้าวกล่องก็มีแต่จะแพงกว่าคอมบินีหน่อย เค้กในราคาที่แนะนำคือ 200-400 เยน ถ้าเกินกว่านั้นจะแพงเกินงาม แล้วก็มี softcream (หรือเรียกซอฟท์เสิร์ฟแบบแมคเมืองไทยน่ะ) ซึ่ง จำเป็น ต้องกิน เพราะมันผสมอะไรแปลกๆอย่างที่เราเคยเอามาโชว์แล้ว (Softcream) ถ้าไปตามที่ท่องเที่ยวก็จะได้รสประหลาดมากขึ้น ราคา 250-350 เยน แต่ที่บอกๆมา เป็นแบบไม่มีที่นั่ง ก็นั่งกันบ้านๆตามที่มีม้านั่งได้ คนญี่ปุ่นก็ทำ
แต่ถ้าอยากได้ร้าน ไม่แนะนำว่าให้ไปพวกแมคโดนัลด์หรือ KFC จะขอด่าแทน อุตส่าห์มาทั้งที ไปกินที่สร้างสรรค์กว่านี้ได้มั้ย ถึงแม้ว่ามันจะอร่อยกว่าเมืองไทยและถูกก็ตาม ก็มีพวกร้านโซบะ ราเมน แต่ร้านพวกนี้ไม่เขียนภาษาอังกฤษหน้าร้านแต่อย่างใด จากภายนอกก็ดูไม่ออกหรอกว่าร้านอะไร มักจะเป็นร้านเล็กๆง่อยๆ แต่เขียนเป็นตัวฮิรากานะหรือคาตากานะตัวใหญ่ๆให้อ่านออกได้เลย (เพราะฉะนั้นควรมีแผนผังตัวหนังสือพวกนี้ติดตัวก็ดี เพื่อความอยู่รอด) ราคาก็ 600-1000 เยน ที่นั่งมักเป็นแบบเคานเตอร์หันเข้าหาคนทำ ควรลองนะ รับรองว่าอร่อยจิงๆ มันจะอร่อยแบบไม่ต้องปรุงอ่ะ ห้ามนั่งแช่ด้วย ถ้าอยากได้ร้านนั่งแช่ ก็ไปตามห้างชั้นบนสุด (แพงขึ้นมาหน่อย) หรือข้างทางก็พอได้ พยายามหาร้านที่มีของปลอมตั้งโชว์ เพื่อจะได้เลือกง่ายๆและชี้ และไม่โง่เข้าร้านอะไรไปก็ไม่รู้ ราคาก็ประมาณ 1000 เยนโดยประมาณ ถ้าเอาของหวานอีก ก็เพ่ิมอีก อ้อ แต่อย่ามาหวังร้านอาหารญี่ปุ่นแบบฟูจิ แบบเซน ที่มีทุกอย่างที่ีต้องการนะ ร้านแบบนั้นจะเป็นร้านเหล้าของที่นี่ (อิซาคาย่า) แต่ไม่ต้องสั่งเหล้าก็ได้ มักจะไปกลางคืนและนั่งแช่ และก็คงอ่านเมนูกันไม่ออก และราคามักจะ 2000 เยนอัพ (สถิติเราอ่ะ ไม่รู้คนอื่นเป็นไง) กินกลางคืนก็มักจะแพงกว่ากลางวันด้วย เวลานัดไปกินกับคนอื่นเราก็จะเผื่อตังค์ไว้ 3000 เยนเลย
แต่จำไว้ว่า ข้าวหรือหมี่ที่นี่ ให้เยอะมาก อย่าสั่งเป็นก่องข้าวล่ะ เดี๋ยวจะกินไม่หมด (แต่เรากินหมด) และเวลาจ่ายตังค์ ต้องถือบิลไปจ่ายหน้าร้านเองนะ ไม่ต้องทิปด้วย
สำหรับน้ำ น้ำก๊อกกินได้ ถ้าอยากชาเขียว ต้องบอกไว้ก่อนว่า ไม่ใช่ชาเขียวไพร่ๆหวานๆแบบโออิชิเมืองไทย จะออกขมด้วยซ้ำ น้ำอย่างอื่นก็มีมากมาย แต่ถ้าอยากประหยัด ไปซื้อตามคมบินีจะถูกกว่าตู้กดนะ ตู้กดมักจะ 150 เยนตายตัว แต่ตามร้าน 100-140 เยน ตาม kiosk ของสถานีรถไฟก็แพง ถ้าถูกสุดต้องซุปเปอร์เลย แต่อาจจะไปลำบากกว่า เวลาไปกินตามร้าน เป็นเรื่องปกติที่จะสั่งคอกเทล ซึ่งบางร้านก็เป็นคอกเทลสไตล์ญี่ปุ่น จะมาหาชื่อ ไหมไทย สิงคโปร์สลิงนั่นไม่มี ก็ชี้มั่วไปเหอะ แล้ว juice จะหมายรวมถึงโคล่าและน้ำอย่างอื่นด้วย ไม่เข้าใจเหมือนกัน อ้อ มีคำเตือน ถ้าเห็นน้ำเขียวๆแล้วบอกว่าเมลอน อย่าไปกินเชียวนะ รสชาติไพร่มาก ประมาณน้ำเขียวเฮลล์บลูบอย ซึ่งแบบเมืองไทยอร่อยกว่ามากนัก แต่ร้านข้างทางส่วนมากเป็น คาเฟ่ คือเป็นร้านแต่งแรดๆ บรรยากาสแรดๆ แต่ไม่จำเป็นต้องหรู อาหารก็มักจะแบบฟิวชั่น ซึ่งเหมาะเอาไว้นั่งเย็นเมาท์กับเพื่อนฝูงหรือนั่งอ่านหนังสือมากกว่า ถ้าไปเที่ยวระยะสั้นไม่แนะนำ ถ้าอยู่นาน แนะนำว่าควรไปเป็นอย่างยิ่ง ถ้าญี่ปุ่นง่อย ก็เลือกร้านที่มีเมนูที่เลือกง่ายๆ มีรูปให้ชี้เป็นหลัก
สรุป ยอมเสียตังค์เหอะนะ ถ้ามาระยะสั้น ของที่นี่อร่อยทุกอย่าง ยกเว้นอาหารไทยและจีน ถ้ามาระยะยาว ก็ทำกินเองละกัน จบข่าว
Q: ค่ารถเท่าไหร่แพงมั้ย
A: แพงโคดๆ ถ้ารถไฟใต้ดินหรือรถไฟธรรมดา ก็ 150 เยนอัพ ไปไกลๆก็ถึงพันเยนได้ หรือเกินด้วย อันนี้แล้วแต่ระยะทางมาก ศึกษาเอง ไม่ก็ไปดาบหน้าเอาเอง ถ้าแทกซี่ เริ่มที่ 600 กว่าเยน แพง ไม่ต้องขึ้น แต่ถ้าไปหมู่คณะ ก็ขึ้นก็ได้ เวลาขึ้นไม่ต้องเปิดประตูเองนะ ระบบออโตฮ่ะ โง่มาแล้ว ไม่ต้องปิดเองด้วย รถเมล์ก็ไม่ต้องหาเรื่องไปขึ้นหรอก อยู่นี่เรายังแทบไม่ขึ้นเลย คิดเอาเองว่ารถเมล์ที่ไหนๆในโลกก็ขึ้นยากหมดอ่ะ
Q: พักที่ไหนดี
A: youth hostel สิ เคยเชคดู ส่วนใหญ่ก็รวมอาหารเช้าอาหารเย็นในราคาที่ถูกที่เดียว ซึ่งควรเป็นสมาชิกนะ ถ้าอยากเป็นสมาชิกถูกต้องตามกฎหมาย ก็รู้สึกจะสองสามร้อยบาทมั้ง ทำบัตรได้แถวๆ ถ.พิษณุโลก ลองดูที่นี่ ไม่แน่ใจว่าที่อื่นรับทำป่าว ถ้าอยากได้ของปอม ก็ข้าวสารเท่านั้น ราคาก็ไปต่อเอง
Q: ของที่ระลึกที่ควรซื้อ

A: เวลาไปเที่ยวมักมีของที่ระลึกมาล่อลวงมากมายจนไม่ต้องคิดเลย ถ้าเป็นของกินก็จะแพคมาอย่างงามอยู่แล้ว ราคาก็ 500-1000 เยน เราก็แบบ 1 กล่องสำหรับ 1 บ้านหรือแลบหรือกลุ่ม และมีที่แนะนำคือ Hello Kitty ไม่ได้จะปัญญาอ่อน แต่มันกิ๊บเก๋ดีนะ พวกที่ห้อยมือถืออ่ะ ไม่ต้องคิตตี้จังก็ได้ แต่คิดตี้ที่เห็นมีประหลาดๆเยอะดี ที่เราเพิ่งซื้อมาก็ คิดตี้ลาเวนเดอร์ อย่างฮอกไกโด มีของดังหลายอย่าง ก็จะเป็น คิดตี้หมาจิ้งจอก คิดตี้มันฝรั่ง คิดตี้แอสปารากัส เป็นต้น ซึ่งขายเฉพาะที่นี่ ถ้าไปเมืองอื่นก็ไม่มีแล้ว ถือเป็นของ OTOP อย่างนึงนะเนี่ย รูปที่โชว์ไปขโมยจากเวบอื่น เป็นคิตตี้ทาโกะยากิกับน้ำแข็งไส ราคาที่ห้อยมือถือนี่ก็ 300-600 เยน แล้วแต่ความแรด
Q: มีที่เที่ยวที่ไหนแนะนำบ้าง
A: ไม่รู้โว้ย หาเองเท่านั้น จะไปไหนก็หาเองสิ แนะนำว่ากูเกิ้ลเท่านั้น พิมพ์ชื่อเมืองไปอ่ะ เค้ามักจะทำโฮมเพจรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ถ้ามันไม่มีภาษาอังกฤษ ก็ไม่ต้องไป โฮมเพจพวกนี้ มักจะแนะนำละเอียดทีเดียว แผนที่ก็มีให้หมด เราถึงไปดูลาเวนเดอร์คนเดียวได้ไง และพอไปถึงเมืองนั้น มักจะมีโบรชัวร์ที่ tourist info ให้อีก ซึ่งส่วนใหญ่มีภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่ก็อังกฤษไฮโซ เพราะฉะนั้น ไปดาบหน้าเอาได้ แต่บอกไว้ก่อนว่า ถ้าเวบไม่มีภาษาอังกฤษแล้ว โอกาสที่ tourist info จะมีภาษาอังกฤษด้วยนั้น ต่ำมาก เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไป และมีคำแนะนำอีกอย่างคือ ไม่ต้องซื้อ Lonely Planet! มันห่วย! และแพง! (จริงๆก็ไปยุให้คนอื่น (ตุล) ซื้อแล้วยืมนะเนี่ย) สรุป คือ ถ้าไม่มีเวลาหาในเนทจิงๆ ก็ไปดาบหน้าเท่านั้น แต่อาจจะเสียเวลา study และวางแผนหน่อยเท่านั้นเอง ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ ก็มักจะ 600 เยนอ่ะ บัตรนักศึกษาช่วยไม่ค่อยได้ แต่ก็อาจจะแล้วแต่ที่ อย่างไรก็ตาม ที่เที่ยวโดยเฉลี่ย ก็น่าจะมี วัดและศาลเจ้า ซึ่งฟรี ถ้าได้ไปเกียวโต ก็คงจะเบื่อไปเลยล่ะ แต่ถ้าไปโตเกียวหรือเมืองอื่นๆ ก็คงหายากหน่อย พวกสวนต่างๆก็ดี ส่วนใหญ่ออกสไตล์ญี่ปุ่นอ่อนๆ ถ้าไม่ได้มาช่วงหน้าหนาว (หรือหนาวที่ไม่ใช่ฮอกไกโด) ก็มานั่งเย็นๆ ตามสวนก็ดีนะ ต้นไม้ใบหญ้าก็งามดี ซื้ออะไรมานั่งกิน เดี๋ยวนี้ทำประจำ มีอีกอย่างที่แนะนำ คือ ออนเซน เคยเขียนไว้แล้ว ไปอ่านได้ ต้องไป...จิงๆนะ ราคาไม่เกินพันเยนแน่นอน แต่จะไปถึงรึป่าว นี่ก็อีกเรื่องนะ อาจต้องใช้ความสามารถมากกว่าปกติในการหารถไปถึงที่ แต่ศูนย์ท่องเที่ยวน่าจะบอกได้
Q: มีอะไรควรซื้อที่ญี่ปุ่นบ้าง
A: อันนี้ก็เคยเขียนไปแล้วเช่นกัน ดูได้ ที่นี่ แต่เขียนรายละเอียดบางอย่างอีกที เช่น เครื่องสำอางค์ ให้ซื้อตามร้านขายยาเท่านั้น ซึ่งหน้าตาไม่เหมือนร้านขายยาเมืองไทย แต่จะหน้าตาเหมือนวัตสัน คือขายแอฟเวอรี่ที่ต้องการ มักจะ 20-28% ลดราคาตลอดเวลา ถ้าโชคดี ก็อาจเจอถึง 30% ถ้ามีเวลาก็เดินเปรียบเทียบราคาเอาละกัน ไม่มีร้านไหนลดราคาคงที่ บางอย่างก็ไม่ลดด้วยแหละ เพราะถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเอาเจ๊ทไฮโซ บางทีก็ต้องไปตามเคานเตอร์ในห้าง ซึ่งแบบนั้นซื้อเมืองไทยดีกว่า (ฮ่องกงดีสุด) ราคาต่างกันไม่ซิก แถมพูดก็ไม่รู้เรื่อง ที่ดัดขนตาชูที่ว่าถูก ก็ในห้างนะ แต่ก็ถูกกว่าเมืองไทยแล้วล่ะ
พวกกล้องดิจิตอล ถ้าได้ไปโตเกียว และไป Akihabara และมีเวลา ก็ซื้อที่นั่นก็ได้ แต่เราไม่อ่ะ เพราะซื้อตาม BicCamera ก็พอใจแล้ว ทำบัตร point card ไปด้วย และเอาแต้มไปใช้ซื้อของได้ทีหลังอีก ก็ถือว่าถูกแล้ว คนต่างชาติทำบัตรนี้ได้นะ แต่จะมีโอกาสได้ใช้รึป่าวเท่านั้นเอง ถ้าถือพาสปอร์ตแบบนักท่องเที่ยว ก็อย่าลืมถือไปทำ vat refund ด้วยล่ะ ตอนซื้อเลย ตอนที่เราซื้อ ได้เฉพาะที่ BicCamera ที่เดียวอ่ะ พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและของแอปเปิ้ล เราก็ซื้อที่บิคหมดอ่ะ
Q: ถ้าหลงทาง ถามใครที่พูดอังกฤษได้
A: ไม่มี ขอให้ช่วยตัวเองต่อไป แต่ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ ถ้าอยู่ในที่ๆคนเยอะๆ อาจจะมีคนพูดได้บ้าง แหล่งท่องเที่ยวก็คงมีคนให้ช่วยได้ พนักงานตามสถานีรถไฟก็พอได้อยู่นะ แต่อย่างไรก็ตาม พยายามเข้าใจอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นด้วยนะ ซึ่งคนญี่ปุ่นมีปัญหาในการออกเสียง C หรือ S เป็น ชี เช่น ชิมพุลุ (simple) F เป็น H เช่น food เป็น hood, frappucino เป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ฟังอยู่นาน V เป็น B อย่างคมบินีที่บอก หรือ ลาเบนดะ (lavender) และต้องลงท้ายด้วยเสียง มุ เช่น ไอสุครีมมุ (ice cream) หรือ โตะ เช่น โซฟุโตะ (soft) หรือ กุ เช่น วอลคกิ้งกุ (walking) นึกออกแค่นี้อ่ะ
นึกคำถามออกแค่นี้อ่ะ ถ้าสงสัยอะไรก็ถามมาได้อีกนะ พวกที่รู้มากก็มาเพิ่มเติมให้ด้วยก็ดี
เวบที่มีประโยชน์มากๆ
www.japan-guide.com
Categories: japan, travel,

3 Comments:
ถามหน่อยนะ
มันมีรถไฟไปถึงทุกที่เลยเหรอ ถ้าไม่มีแล้วต้องขึ้นรถ bus ล่ะ ทำไง
ตั๋วรถไฟไปซื้อที่นั่นเลยใช่มั้ย
แล้วถ้ารถไฟชินกังเซ็นล่ะ แพงมั๊ย
อยากรู้อ่ะ
จิ๊ก
12:46 AM
รถไฟไม่ถึงหมดหรอก ถ้าในป่าเขาก็ไม่ถึง แต่คงไม่ไปไหนไกลมากนี้ อยู่แค่สองสามวันเอง ถ้าในเมืองใหญ่ก็รถไฟใต้ดินเอา ลองหาข้อมูลในเนทเกี่ยวกับเมืองที่จะไปก่อนละกัน ตั๋วรถไฟซื้อตอนจะขึ้น เว้นแต่ว่าจะใช้ JR pass คือแบบภายใน 7 วันซื้อไปเลยเท่านี้ แล้วขึ้นได้ตลอด ไปศึกษาในลิงค์ japan-guide ได้ ชินคังเซนก็ได้ ขึ้นกับว่าจะขึ้นจากไหนไปไหนล่ะ ลองดูในเวบนี้ก่อนละกัน มันบอกละเอียดทีเดียว
12:54 AM
โห... เป็นเหมือนคู่มือเริ่มต้นเที่ยวญี่ปุ่นเลยอะเจ๊..
เจ๋งดีๆ น่าเอาไปเผยแพร่นะเนี่ย เขียนแล้วอ่านมันส์ดี
อ่านแล้วเกิดกิเลสอยากไปขึ้นมาตะหงิดๆ
2:55 PM
Post a Comment
<< Home