Yokohama camp
สองวันก่อนหายไปจากหน้าคอม เพราะไปโยโกฮาม่ามา (ข้างๆโตเกียวน่ะ) เรื่องของคุมงอีกแล้ว เนื่องจากมันมีแคมป์ชนิดเดียวกันแต่เป็นเวลา 10 วันที่โยโกฮาม่า พวกบ้านนอกจากฮอกไกโดเลยต้องไปดูงาน
ไปด้วยสายการบินแจล (japan airline) ก็อุตส่าห์ดี๊ด๊า ว่าจะได้สะสมไมล์เพ่ิม เพราะตอนมาญี่ปุ่นคราวนี้ ดันซื้อตั๋วถูก (ก็ไม่ถูกนะน่ะ แพงจะตาย แค่ถูกกว่าปกติหน่อย) และเป็นสายการบินบ้านๆ (dragon air) พอถูกมาก มันก็ไม่ให้สะสมไมล์น่ะสิ เซ็ง ก็เลยกะว่ามากะแจลคราวนี้คงได้ ตอนเชคอิน ก็โควทเลขทุกอย่าง แต่พอกลับมาบ้าน ทำไมไมล์ไม่ขึ้นเลยล่ะ ปะกิสว่า สำหรับการสะสมข้ามสายการบินแบบนี้ ต้องบอกเลขตั้งกะตอนจอง ไม่ใช่ตอนจะขึ้นเครื่อง กรี๊ด แล้วทำไมไม่บอกก่อนนนนนน เอาเถอะ ระยะทางสั้นๆ คงไม่มีผลอะไรมากมาย (แต่จะเอาอ่ะ) ค่าตั๋ว ค่าโรงแรม ค่ารถไฟตั้งแต่ออกจากบ้าน แอฟเวอรี่ คุมงออกให้หมดเลย ก็ดีนะ โรงแรมที่อยู่ (sheraton) ก็ไฮโซมากๆ ห้องก็ให้อยู่ห้องเดี่ยว (แต่เกิดเหตุการณ์แย่ๆนิดหน่อย แย่มากเลยแหละจริงๆแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเล่า ทำให้ไม่ได้แอพพรีเท่าไหร่)
พอถึงโยโก ทุกคนก็บ่นกันถ้วนหน้า ว่า ร้อน ก็ร้อนแบบร้อนเมืองไทยเลยอ่ะ แล้วฮอกไกโดอากาศกำลังสเบยจะตาย จริงๆเราก็เฉยๆแหละ แต่ก็ทำกะแดะร่วมบ่นไปด้วย คนที่มาด้วยซึ่งเป็นแคมป์ลีดเดอร์แบบเรา ก็อย่างที่เคยบอกว่ามาจากประเทศโลกที่สามกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็เหนื่อยกับการฟังภาษาอังกิดเวอร์ชันแขกและแอฟริกันมาก คือก็ไม่ทุกคนหรอกนะ แต่บางคนมันเวียร์น่ะ จนทำเอาเราเสียเซ้วเอง และตอนนี้ค้นพบว่า แขกส่วนใหญ่ ควรพยายามอยู่ห่างๆ เพราะกลิ่นตัวแรงไม่ไหวแล้ว ทั้งผู้หญิงผู้ชาย แต่แอฟริกันไม่มีปัญหา
สำหรับการไปดูงาน ก็ได้เห็นแต่เด็กญี่ปุ่นแรดๆ เวลาถามว่าใครอยากมาอ่านไดอารี่ให้เพื่อนฟัง แย่งกันใหญ่เลยฮ่ะ ทำกิจกรรมอะไร ก็กระโดดโลดเต้นดี๊ด๊ากันมากๆ เจอคนไทยสามคนที่มาเป็นแคมป์ลีดเดอร์ของโยโกด้วย (มาจากมหา'ลัยเดียวกับเออ่ะ) เค้าก็บอกๆเหมือนกัน ว่าถ้าไปจัดอะไรแบบนี้ที่เมืองไทย เด็กไทยคงยืนง่อย แต่เด็กที่นี่โฮมซิกคิดถึงบ้านก็มีบ้าง แต่ก็น้อยอ่ะ
เวลาเราเข้าดูเค้าทำกิจกรรมกัน จะมีบอกไว้ก่อนเลย ว่าเวลายืนดู ห้ามกอดอก ห้ามถือปากกา เพราะเด็กจะรู้สึกไม่ดี เหมือนมีคนมาคอยตรวจ มาคอยจับผิด ทำให้ไม่กล้าพูดไม่กล้าแสดงออก เราก็นึกในใจว่า เค้าใส่ใจกันขนาดนี้เลยเชียวเหรอ ซึ่งเค้าใส่ใจกันทุกเรื่องจริงๆนะ ถ้าเด็กเขียนผิด ก็จะไม่แก้ในวันแรก เพราะเด็กจะไม่กล้าเขียนอะไรออกมาอีก เพราะเป็นครั้งแรกของเค้า แต่วันท้ายๆจะพยายามแก้ ซึ่งก็ไม่ได้บอกตรงๆ แต่จะใช้ถามคำถามกลับไปให้เด็กรู้สึกเอง ว่าน่าจะเขียนผิด แต่ห้ามบอกเด็ดขาดว่า นี่ผิดนะ หรือเอาปากกามาแก้หรือเขียนทับ เพราะทั้งหมดนี้จะมีผลต่อจิตใจเด็กทั้งหมด ใส่ใจด้านจิตวิทยากันจริงๆ ถ้าเวลาคนเราเลี้ยงลูก แล้วใส่ใจกันขนาดนี้ เด็กจะออกมาเป็นยังไงนะ
บางทีเราก็นึกเหมือนกัน ว่าทำไมพวกแคมป์ลีดเดอร์จากประเทศโลกที่สามแบบนี้ ต้องมาพยายามช่วยเด็กประเทศพัฒนาแล้วขนาดนี้ด้วย น่าจะกลับไปช่วยเด็กประเทศตัวเองกันนะ แต่ก็อย่างว่า เด็กญี่ปุ่นมันโง่อังกฤษ และเด็กที่มาๆกันเนี่ย แต่ละคนเสียเงินกันแพงมากๆ เป็นแสนเยน สำหรับการอยู่ 10 วัน ซึ่งเราอยู่ได้เดือนนึง พวกแคมป์ลีดเดอร์ ซึ่งก็เป็นแขกกับแอฟริกันเยอะอยู่ หน้าตาก็โจรก่อการร้ายมาก แต่ รักเด็กค่ะ แบบเด็กชอบมากๆ รุมกันใหญ่ เพราะทำตัวเป็นเด็กด้วย ก็ดี ไม่ใช่ของได้เห็นกันง่ายๆ ถ้าหลังจากเราทำงานเป็นแคมป์ลีดเดอร์ เราว่าเราต้องได้รักเด็กด้วยแน่ๆเลย
หลังจากนั้น ไปเจอพรสรรมา อยู่ดีๆ ก็นั่งคุยเรื่องตอนเรียนเอี่ยมจิตร์ที่จะเข้าบดินทรกัน ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้จักใครกันเท่าไหร่ อย่างเราก็รู้จักคนอื่นแต่ชื่อเพราะติดบอร์ดไฮโซ หรือไม่ก็พวกที่โดนล้อหน้าห้องกันบ่อยๆ แล้วก็แปลกดีเนอะ ที่พวกที่เห็นๆกันตอนนั้น และไม่เคยคุยด้วยเลย แต่ได้มาเป็นเพื่อนกันจนถึงตอนนี้ จะว่าไปแล้วก็มากกว่าสิบปีแล้วนะ และทุกคนก็ได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า รู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนนึงจัง ^-^ (เอ๊ะ ควรไปโพสท์ที่มักติคนมากกว่ารึป่าว)
Categories: me, japan

0 Comments:
Post a Comment
<< Home