ทำธง
มีโจทย์ว่า ให้เอาธงไป เอาไปในคอนเสิร์ตที่มีเด็กร้องเพลง แล้วให้เด็กบนเวทีเห็นว่าเรานั่งอยู่ตรงไหน จะเอาธงหรือทำธงแบบไหนไป ลองคิดดูเล่นๆ แล้วลองจินตนาการดู แล้วค่อยอ่านต่อ มีคำใบ้ให้ สถานที่ที่ไปประมาณว่า ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย แต่เป็นงานโรงเรียนเด็กประถม (คำใบ้ช่วยให้คิดหนักกว่าเดิมใช่มะ)อยากรู้ต่อก็ คลิก!
มีเรื่องนามิ มาให้เล่าอีกแล้ว ซึ่งคาดว่าจะยาว เร่ิมจาก อีเมลล์ ที่เราเคยโพสท์ไป ว่าเธอชวนเราไปดูคอนเสิร์ตที่เธอร้องเพลง ซึ่งตอนหลังได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นการร้องรวมกันของทั้งชั้น แล้วร้องเป็นโรงเรียนๆ ตอนแรกก็ว่าจะส่งบัตรมาให้เราใช่มะ ปะกิสว่าลืมส่งไปรษณีย์ แต่พอเห็นที่อยู่เราแล้วตกใจมาก เพราะบ้านใกล้มาก และนามิต้องเดินผ่านแถวบ้านเราไปขึ้นรถโรงเรียนทุกวัน ก็เลยบอกว่างั้นนัดเจอแถวบ้าน แล้วจะเอาบัตรคอนเสิร์ตมาให้ นามิก็มากับแม่ ก็คุยกันกว่าจะรู้เรื่องนานอยู่ อังกฤษปนญี่ปุ่นนี่แหละ (ตรงนี้ให้เครดิตพรสรรหน่อย เพราะช่วยทำให้สื่อสารเข้าใจได้ว่า ตกลงต้องเจอกันยังไง) แล้วก่อนกลับนามิก็บอกว่า ให้เราเอา frag (ธง) ไปด้วย ซึ่งก็จะเห็นจากในเมลล์แล้ว แต่เรางง เราเลยถามว่าธงยังไง แม่เธอเลยบอกว่า ธงอะไรก็ได้ ให้นามิเห็นว่าเรามา สีแดงสีเหลืองอะไรก็ได้ เราก็แบบว่า เครียด! ที่นั่นมัน คิตารา นะโว้ย ให้ฟีวไฮโซแบบศูนย์วัฒนธรรม แล้วจะให้เอาธงอะไรไปเน่ีย อายด้วย ใครจะไปกล้าถือ
เราก็ไปนั่งคิดอยู่สองวัน จนวันก่อนคอนเสิร์ต ก็ลองไปเดิน Tokyo Hands ดู (ร้านประมาณ Loft อ่ะ) เผื่อมีธงอะไรขายมั่ง ปกิสว่ามีธงชาติญี่ปุ่นเลย ไม่เอาแน่ๆ เดินๆแล้วก็ไม่มีธงอันใดเลย เลยคิดว่าเอาเป็นผ้าเช็ดหน้าดีมั้ย แล้วโบกๆเอา แต่คิดไปคิดมา ลองไปหาไม้แท่งๆก่อน ซึ่งที่นี่ก็มีขายไม้ทุกแบบทุกไซส์ เราก็ไปเลือกอันถูดสุดมา ตอนจ่ายตังค์อายมาก 31 เยน (10 บาท) ซึ่งสำหรับที่นี่มันด้อยค่ามาก แถมต้องบอกให้เค้าตัดครึ่งให้ด้วย เพราะยาวเกิน แล้วก็ไปเดินหากระดาษ A4 ต่อ เอามาเป็นธง เลือกสีดอกๆหน่อย ก็ได้สีเหลืองมา แผ่นละ 31 เยนอีกเช่นกัน และตอนจ่ายตังค์ก็อายอีกเช่นกัน (จ่ายรวมกันไม่ได้ เพราะคนละชั้น) ระหว่างเดินหาของ ก็มีการโทรปรึกษาพรสรรด้วย แต่อีนี่ให้คำแนะนำได้ค่ามากกก บอกให้เอาเสื้อไปโบกสิ แค่นี้ยังอายไม่พออีกเหรอ จริงๆแล้วน่าจะโทรหาอีเอมากกว่านะเนี่ย แต่ขี้เกียจอธิบายตั้งแต่แรก
เอาเป็นว่าก็ได้ของมาในราคา 20 บาท แต่เราไม่สามารถทำธงเลยได้ทันที เพราะไม่มีกาว ก็รอฮารูกลับบ้าน ปกิส เธอกลับมาตี 4 ตี 5 ได้ ไม่รู้ไปแรดไหนมา เราก็เลยไมไ่ด้คุยกัน ตอนเช้าเราก็รีบตื่น เพราะคอนเสิร์ตเริ่ม 10.30 แล้วต้องถีบจักรยานไปไกลอยู่ ตอนเช้าเราก็เลยอาจี้ว่าทำไงดี ยังไม่ได้ทำธง ไม่กล้าเรียกฮารูด้วย เผอิญคุ้ยๆดู เรามีกาวสองหน้าอยู่นี่นา เลยเอามาแปะกับไม้ ปกิสว่าอยู่ด้วย ก็แปะๆพันๆไปสองรอบ ดูแข็งแรงใช้ได้ และเผอิญมีสีไม้ (ก่อนหน้านี้เกิดอารมณ์ติสท์อยากวาดรูประบายสี (เนื่องจากไปเยี่ยมชม museum ภาพเขียนแล้วโดนอินดิวซ์อยากวาดมั่ง) เลยไปซื้อมา วาดได้สองรูปก็เลิก) ก็เอามาเขียนชื่อเธอลงไป พอจะเอาของใส่กระเป๋า ก็ทำไงดีล่ะ วันนี้ฝนตกด้วย เผอิญ hands ให้ถุงมาดีทีเดียว ส่วนธงก็ใส่ถุงกระดาษของมันแล้วม้วน เอายางมัดผมรัดไว้ (เพราะไม่มียางปกติ) ส่วนไม้ก็เอาถุงของมันห่อๆไว้ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเปียกเละเทะ เธอจะรู้มั้ยเนี่ยว่าทำเราลำบากชีวิตมาก
ตอนเย็นของเมื่อวาน นามิก็ส่งเมลล์มาอีกดังนี้
I forgot to sey you write yesterday.
I did appear Maruyama school 2nd,4th.
I hard do one's best .
Please me cheer.
ก็ต้องมานั่งตีความอยู่นาน ว่า 2nd, 4th มันคืออะไรวะ เป็น Nami's code มาก (จาก Da Vinci's code) พรสรรแนะนำว่าเธออาจจะบอกว่าเธอไปโรงเรียนวันที่ 2 และ 4 เพราะวันที่ 3 วันหยุดเลยมีคอนเสิร์ต แต่เรากลับคิดว่าเธอโชว์เป็นโรงเรียนที่สองรึป่าว เอ๊ะ แล้วทำไมต้องใช้ did มันผ่านมาแล้วเหรอ
พอไปถึงคิตารา (concert hall) ก็มีพ่อแม่อุ้มลูกมากันเพียบ ดูเป็นงานแฟมิลี่มาก เราดูค่อนข้างประหลาด ที่มาคนเดียว เข้าไปถึงก็หาที่นั่ง อยากเอาที่ๆไม่ค่อยมีคน เพราะถ้าต้องถือธงจริงจะได้ไม่อาย แต่มันไม่มีเลย คนแน่นใช้ได้ ก็เลยช่างมัน จากรหัสลับของนามิ เราก็เข้าใจว่าเธอคงโชว์เพลงเป็นโรงเรียนที่สองมั้ง ก็เลยไม่ได้ใส่ใจมาก พอกลุ่มแรกร้องเพลงเสร็จ เราก็เอาโบรชัวร์มาดูใหม่ เอ๊ะ ชื่อโรงเรียนเธอมันอยู่อันแรกนี่ แล้วตะกี๊มันโรงเรียนเธอรึป่าวนะ อาจจะไม่ใช่ เพราะเทียบจากนาฬิกาแล้วยังไม่ถึงเวลาแบบเป๊ะๆ พอเจ๊ทที่สองมา ก็ร้องเพลงไป เราก็ค่อยๆตีความนามิโค้ด "ที่ 2 และที่ 4" แล้วก็ดูโบรชัวร์ใหม่ โรงเรียนนี้จะร้องอยู่ 4 เพลง และร้องเป็นโรงเรียนแรก และเพลงสุดท้ายคือ With Your Smile อย่างที่เธอเคยบอกไว้เลย (เพลงอื่นอ่านไม่ออก) เพราะฉะนั้น กลุ่มแรกที่ร้องไปแล้วกับกลุ่มที่สองมันคือโรงเรียนเดียวกัน และกลุ่มที่สองที่ร้องอยู่ตอนนี้ เป็นไปได้ว่ามีนามิ แต่ทำไงเนี่ย จะจบแล้ว แล้วจะทำไงกับธงเนี่ย ถ้าหยิบขึ้นมา จะก๊อบแก๊บมาก เพราะห่ออย่างดี และที่สำคัญกว่า คืออายมากๆๆ และไม่แน่ใจด้วยว่าเราตีความถูก จนกลุ่มที่สามออกมา ก็ร้องเพลงไป เราก็เลยอัดวิดีโอไว้ก่อน เผื่อว่าเราอาจจะเข้าใจผิด และก็คิดในใจว่า ถามคนข้างๆดีมั้ยเนี่ย ว่าที่ร้องอยู่มันตรงกับเพลงที่เท่าไหร่ ก็นั่งแต่งประโยคอยู่นาน จนจบเพลงที่สามเลยตัดสินใจถาม เค้าก็งงๆคำถามเราอยู่นาน ในที่สุดก็บอกว่าที่จบไปแล้วคือเพลงที่ 3 และที่กำลังร้องคือเพลงที่ 4 With Your Smile อ้าว กรี๊ด ซึ่งในเพลงสุดท้ายนี่ เด็กสามกลุ่มแรกมาร้องรวมกัน ก็แปลว่าโรงเรียนเดียวกันหมดจริงๆสิเนี่ย นึกว่าคนละโรงเรียน คนละโชว์ เราก็รีบอัดวิดีโอไว้ เอามือถือมาอัดเสียงด้วย เพลงมันเพราะด้วยแหละ เป็นเสียงเปียโนใสๆ จังหวะน่ารักๆ แล้วมีเสียงเด็กประสานเสียงกัน เห็นแล้วแอบคิดว่า ทำไมตอนเราประถมไม่มีอย่างงี้บ้างวะ แล้วได้มาร้องในคิตาราเชียวนะ ก็เป็นอันว่า ไม่ได้ใช้ธงแต่อย่างใด เราก็ฟังๆต่ออีกสองสามโรงเรียน (คนอื่นลุกออกกันนานแล้ว แบบว่าโรงเรียนลูกใครก็อยู่แค่ตรงนั้น) หลังจากนั้นก็ไปชอปปิ้งของให้ตัวเอง เป็นการฆ่าเวลา แล้วก็กลับมาอืดๆรอเวลา เพราะตอนเย็นแม่นามิเชิญเราไปกินอาหารอิตาเลี่ยนกับครอบครัวเธอ จะว่าไปแล้ว เสียไป 20 บาทค่าธง แล้วได้กินอาหารอิตาเลี่ยนฟรีนี่ก็ คุ้มโคตรๆ
>พอถึงเวลานัด เราก็เอาธงไปให้เธอดู เราก็บอกแม่เธอไปว่า เราไม่รู้ว่าเพลงไหน เลยไม่ได้ใช้ แต่แม่เธอบอกว่า ไม่ได้ๆ ถือธงไม่ได้ (คิดในใจว่า เพิ่งจะรู้เรอะ ว่ามันไม่ใช่ที่ที่ควรถือธงเลยยยย) แล้วเราก็เอาธงให้นามิไป ดูเธอก็ดีใจทีเดียวที่เราอุตส่าห์ทำให้ (ไม่ได้สำคัญตนผิดเลยนะ) แม่เธอก็ดูประทับใจมาก เราคิดเอาเองว่าเธอคงเก็บไว้อย่างดีเลยมั้ง ไม่รู้สิ ถึงแม้จะเป็นของเล็กน้อย และถ้าเป็นเราได้ตอนเด็กๆแบบนี้ เราก็คงเก็บอ่ะ (ตอนเด็กๆได้อะไรก็เก็บอย่างดีหมดอ่ะ มันมีคุณค่าทางจิตใจ แต่โตขึ้นพอได้ของอะไร ถึงแม้ว่าจะแพง ก็ดี๊ด๊าอยู่พักนึงก็เบื่อ) ครอบครัวเธอก็มีน้องชายอีก 2 คน ก็ซนกันดี น้องคนที่สอง (10 ขวบ) ก็พอพูดอังกฤษได้นิดหน่อย เพราะเรียนคุมงเหมือนกัน ส่วนคนเล็ก (5 ขวบ) พูดอังกฤษไมไ่ด้เลย แต่ชอบพูดกับเรามาก เราก็แบบว่า ภาษาเด็กๆ จะง่อยฟังไม่ออก แล้วพอเห็นมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษอะไร ก็เอามาให้เราอ่าน (ใฝ่รู้มาก) แล้วพอเราพูดอะไรเป็นญี่ปุ่นกลับไป น้องก็เอ๋อ ฟังเราไม่ออก เสียเซ้วอยู่เนี่ย แต่ถ้าใครมาเห็นเราตอนคุยกับเด็ก คงคิดว่าเรารักเด็กน่าดู เรายังรู้สึกแปลกๆตัวเองเลย แต่มันเป็นการเสแสร้งชั่วคราวน่ะ ให้ทำอย่างนี้เป็นเรื่องปกติคงทนไม่ได้ พ่อแม่เธอก็พูดอังกฤษได้ระดับนึง ก็ปนๆญี่ปุ่นไป ซึ่งก็รู้สึกว่าเราลืมศัพท์ที่เรียนมาไปเพียบเลย แต่ก็สนุกดี เค้าหอบเอาดิคมาด้วย พอนึกอะไรไม่ออก ก็นั่งเปิดดิคกัน และบอกแม่นามิไว้แล้ว ว่าก่อนเรากลับอาจจะขอเจอนามิอีก เผื่อพาไปเที่ยวไหน (หรือไม่ก็เธอพาเราไปไหน)แม่นามิบอกด้วยว่า อีเมลล์ที่ส่งๆหาเราอ่ะ นามิเขียนเองหมดเลย และกว่าจะเขียนได้ 1 อีเมลล์ (แค่ไม่กี่บรรทัดนั่นแหละ) ใช้เวลา 1-2 ชม. ตายแล้ว ทุ่มเทมาก เธอจะเขียนเป็นญี่ปุ่นก่อน แล้วใช้ดิคแปลเป็นอังกฤษอีกที มีใครตอนอายุขนาดนี้ เริ่มเขียนอะไรเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้มั้ยเนี่ย
Categories: me, japan




2 Comments:
ตายแล้ว ดีดี้กลายเป็นคนรักเด็กไปแล้ว
นามิน่ารักดีอะ
หน้าตา typical เด็กญี่ปุ่นที่เราเห็นในทีวีเลย
7:50 PM
นั่นไม่ใช่นามิ นั่นน้องเธอ ที่อายุ 5 ขวบอ่ะ
9:26 PM
Post a Comment
<< Home