พึงกะดู
ไป พึงกะดู มา (คำนี้ดัดแปลงจากคำว่า ภึงกระดู ซึ่ง หวาน แปลงมาจาก ภูกระดึง อีกที) เหนื่อยมากๆ ชีวิตนี้ไม่คิดจะไปอีกแล้ว พอกันที!อยากอ่านต่อก็ คลิก!
ทริปนี้เริ่มกันอย่างสแตท (ทันที) มาก โดยหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้า อีหนุ่ม โทรมาชวนไปเขมร แล้วมันเองก็ใช่ว่ามีเวลาทำวีซ่า ก็เลยไปที่ 2nd choice คือ หลวงพระบาง ซึ่งเรารีเควสท์นั่งรถทัวร์สิบกว่าชม. แต่อีฟและหนุ่มขอนั่งเครื่องเท่านั้น ราคาที่ได้ก็แบบว่า...ไปฮ่องกงดีกว่า เลยจบข่าวเป็นทริปในประเทศที่ 3rd choice คือ พึงกะดู ซึ่งตอนแรกก็จะนั่งเครื่องไปลงขอนแก่นก่อนแล้วต่อเครื่องด้วยซ้ำ แต่หลายคนบอกว่านั่งรถยาวเลยดีกว่า มันเลยยอมกัน มี 4th choice ด้วย คือ เกาะช้าง แต่เราเพิ่งไปทะเลมา และรู้สึกว่าทะเลไม่ตื่นเต้นเร้าใจ ถ้าพึงกะดูล่มค่อยไป
แนะนำตัวละครประกอบเรื่องก่อน
อีฟ สาวสยามใจแตก วันๆเดินแต่พาราก้อน แต่ถ้ามีวิญญาณ อี๊ด เข้าสิง จะกลายร่างเป็น อี๊ดดราม่า สาวโรงงาน รักเดียวใจเดียว ชีวิตนี้ไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับใครอีกแล้ว รักธรรมชาติเป็นที่สุด ขณะที่ไปด้วย มีทั้งสองวิญญาณเข้าออกสลับกัน
หนุ่ม หมอแอ๊บๆ รักต้นไม้ใบหญ้า โดยเฉพาะกล้วยไม้ แต่มันเป็นโรคภูมิแพ้ ที่แพ้ได้แอฟเวอรี่ ถึงขั้นต้องพกอะดรีนาลินพร้อมเข็ม เผื่อมีอาการ anaphylactic shock ระหว่างทาง (แพ้จนช็อคหายใจไม่ออก) หนุ่มไม่สู้แดด (แต่สู้คนนะว้อย)
พี่แมน ไปพึงกะดูมาสามรอบแล้ว และคิดว่ายังจะไปอีกเรื่อยๆ พี่แมนดราม่าของจริง รักธรรมชาติจริงๆ และรู้สึกผิดมากที่ไม่สามารถปลุกให้พวกเราไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้ (แต่กรูดีใจมากๆๆ)
อาจจะใช้สรรพนามว่า กรู สลับกันไปบ้าง เพราะจะถ่ายทอดฟีวของตัวละครได้ดีกว่า
จุดประสงค์ของทริปนี้ คือ ไปเพื่อจะเลิกคบกัน เพราะความงามของธรรมชาติของฤดูนี้ไม่เหลือแล้ว เค้าบอกว่าคนเป็นแฟนกันไปแล้วจะเลิกกัน แต่ถ้าใกล้จะเป็น ก็จะเป็นแฟนกันทันที แต่เนื่องจากบุคคลที่ไปด้วย เป็นเพื่อนแบบคุณหนูมากๆ แล้วยังจะโวยวายเอาแต่ใจอีก แล้วถ้าอีหนุ่มแพ้อะไรกลางทางแล้วช็อคเนี่ย ใครจะช่วยมัน มีแต่จะยืนหัวเราะแล้วถ่ายวิดีโอแน่นอน ก็เลยมั่นใจมากว่า ต้องเกลียดกันแน่ๆ แบบว่า "กรูไม่ไหวแล้ว กรูไม่เอาแล้ว" "เรื่องของเมิง...กรูท้ิง" หรือไม่ก็ "แกหลอกชั้นมา ชั้นเกลียดแก กรูจาไปเกาะช้าง" แต่อันหลังนี่ได้ใช้ อีอีฟใช้ ส่วนคนที่โดนคือเราเอง แต่ทำไมยังไม่เกลียดกันซะทีเนี่ย ถือว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์นะเนี่ย แย่จัง...
วันที่ออกเดินทางจากกรุงเทพ พี่แมนมาเซอร์ไพรส์ว่าจะไปส่ง ไปช่วยกางเต๊นท์ ตอนแรกก็คิดว่าเป็นปาฏิหาริย์ที่ดีของเราแล้ว ทำให้มีคนมาช่วยเด็กน้อยโง่ๆไม่รู้อะไรเลยสามตัว แต่ตอนหลังรู้แล้วว่า มันเป็นปาฏิหาริย์แบบเดิมๆของเราตะหาก ดูซิ ถ้าพี่แมนไม่มานะ ป่านนี้ก็นั่งอัพบลอกไร้สติร้องเกะกันไปเรื่อยที่แลบ หรือถ้าไปถึงหมอชิต ก็คงหาที่ซื้อตั๋วไม่ถูก (สองคนนั่นได้เหยียบหมอชิตเป็นครั้งแรกในชีวิต) แล้วตกรถแน่ๆ หรือถ้าไปถึงผานกเค้า (ที่ต่อสองแถวไปพึงกะดู) ซึ่งจะเป็นตอนตีห้าก็จะงัวเงียๆ อารมณ์โวยวายเอาแต่ใจจะถึงขีดสุด เราสามคนต้องโบกรถกลับกรุงเทพชัวร์ ดูซิ ถ้าเพียงแต่...พี่แมนไม่มา ก็ไม่ต้องมาทรมานอย่างนี้แล้ว (แต่จริงๆแล้ว พวกเราซาบซึ้งกับพี่แมนมากเลยนะ อุตส่าห์ปีนมาส่ง และปีนลงในวันเดียวกัน และคอยจัดการนู่นนี่ให้หมดเลย ในสภาพชุดนักศึกษากับรองเท้าผ้าใบเยินๆที่เพิ่งซื้อแถวนั้น)
iku iku
กลายเป็นศัพท์ฮิตไปแล้ว ในการปีนเขา ลงเขา รากศัพท์ที่แท้จริง เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ไป หรือ go แต่คำนี้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชาวต่างชาติที่นิยมดูหนังเอวี (ก็หนังโป๊น่ะแหละ) เพราะเป็นคำที่ผู้หญิงใช้ร้องบ่อยๆ หลังจากรู้ความหมายที่แท้จริง และความหมายที่อยากใช้ ก็เลยเอามาใช้เวลาวิ่งๆลงเขา วิ่งไปก็ร้อง "อิคุอิคุ" ไป (ทำเสียงสูงๆด้วย ไม่งั้นไม่เหมือนในหนัง) หลังๆก็ย่อๆเหลือ "คุคุคุ" ร้องแล้วจะได้ฟีวดีมาก...ฟีวอยากวิ่งลงนะ ทางมันลาดชันมากๆ แถมลื่นอีก ถ้าวิ่งพลาดก็ลื่นตกเขาตายได้ (พวกไม่เคยไปคงไม่เข้าใจละซี่) แถมร้อนและเหนื่อยอีก แต่ขาขึ้นเราจะมีใช้อีกคำด้วย คือ "สู้ๆสู้ตาย สู้ตายสู้ๆ" พร้อมกับยกแขนกำมือด้วย (พวกอยู่เมืองนอกไม่รู้ละซี่...แต่อีอีฟยังไม่รู้เรย) มาจากเรื่อง ฟูลเฮาส์ ละครเกาหลีโคตรฮิตของปีที่แล้ว นางเอกชอบพูดกับพระเอกแบบนี้ ต้องทำเสียงเล็กๆให้ปัญญาอ่อนด้วยนะ ไม่งั้นจะเชียร์อัพไม่ขึ้น
อัพยา
เป็นทริปอัพยามาก พอไปถึงข้างบนปุ๊บ (ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนถึงได้ไง) อีหนุ่มก็แจกยา ทุกคนก็แบมือรับยา มันพกยามาเยอะมากๆ ในรูปนั่นของพ่ออีฟให้มา ยังไม่รวมกับของหนุ่ม แต่ยาที่แจกหลักๆคือ "นอเจสิก" (norgesic) เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ กับไดโครฟีแนค เป็นยาแก้ปวด ทำการแจกทุกวันหลังเดิน พอเริ่มปวดขาแปล๊บๆปุ๊บ ทุกคนก็จะโวยวาย "จะเอานอเจสิคๆ" แสดงถึงอาการเสี้ยนยามากๆ วันแรกหลังจากปีนขึ้น ก็อัพยาทันที เลยไม่มีอาการปวดแต่อย่างใด แต่ตอนขาลงสิ ขนาดอัพแล้วนะ ยังเยินอยู่จนบัดนี้เลย สงสัยขาลงจะใช้กล้ามเนื้อมากกว่า (ก็แหงสิ ขาสั่นดิ๊กๆเลย กลัวตกเขาแทบตาย) และอัพยาอื่นประปราย ทำให้ของในกระเป๋ามีแต่เสื้อผ้าและยา
aspergillus และจูออง
เราได้ที่พักเป็นบ้าน ตอนแรกทำใจอยู่เต๊นท์กันแล้วนะ แต่ขอเหอะ ถ้ามีบ้านก็ขอบ้านเหอะ ก็เป็นบ้านมุงจาก มีห้องน้ำในตัว แต่เป็นห้องน้ำจูออง (จำกัดความโดยอีหนุ่ม) เนื่องจากมันมืดๆ (ใช้ไฟได้หกโมงเย็นถึงสี่ทุ่ม) ถึงแม้จะกลางวันก็ตาม กลางคืนหลังสี่ทุ่มนี้ไม่ต้องพูดถึง เราเองตอนแรกเฉยๆ แต่พออีหนุ่มพูดมากๆว่า ระวังหัวเด็กโผล่ออกมา เราก็กลัวด้วยยยย ส่วนอีหนุ่มนี่ไม่แม้แต่จะเดินเข้าไป ยิ่งคืนที่สอง กำลังนั่งเม้าท์ๆกันตอนสองทุ่มกว่าเอง ไฟก็ดับเองเฉยเลย กรี๊ซ จูอองมากๆ ยังดีไม่มีตัวอะไรโผล่มา เดาเอาว่าเจ้าหน้าที่คงเกลียดอีบ้านนี้ที่เอาแต่ร้องเพลงกันทั้งวันทั้งคืน เลยต้องหอบหิ้วไปอาบน้ำห้องน้ำรวม แต่พอตอนดึกๆแล้ว หนุ่มและอีฟปวดฉี่ ในที่สุดก็ต้องยอมเข้าห้องน้ำจูอองทั้งที่มืดๆอย่างนั้นแหละ อิอิ และอย่างที่บอกว่าอีหนุ่มมันเป็นโรคแพ้แอฟเวอรี่ มันก็สังเกตอีกว่า เพดานบ้านที่เป็นจากนั่น มีราขึ้น สีดำๆเป็นแถบเลย มันก็ไซไค (psychi) เอาว่าเดี๋ยวต้องแพ้แน่ๆเลย อยู่ไม่ได้แน่ๆ ก็บ่นๆตลอดเวลาว่าไม่อยากอยู่บ้านที่มี aspergillus แบบนี้ (แต่ก็อยู่จนครบโดยไม่ได้ใช้อะดรีนาลินซะหน่อย)
เพลง
ทริปนี้ร้องเพลงกันเยอะอยู่ ปกติเวลาไปเที่ยวบ้านป่าแบบนี้ ต้องพกกีตาร์โฟล์คซอง ร้องเล่นกันตามทาง ดูติดดินและแนวมากๆ แต่...เราทำเป็นกันที่ไหนล่ะ สิ่งที่เราทำแทนคือ มือถืออีหนุ่ม มีเพลงเยอะและมีลำโพงฟังได้เลย ก็เดินไป เปิดเพลงจากมือถือไป หรือถ้ากลางคืน ก็ฟังเพลงจากไอพอดเรา แล้วร้องตาม อย่างโหวกเหวกโวยวาย ติดดินมากๆฮ่ะ ยังดีนะที่แถวละแวกบ้านไม่ค่อยมีคน ถ้าไปอยู่เต๊นท์คงทำไม่ได้ (แต่อาจจะไปแอบฟังเสียงอย่างอื่นแทน คิกๆ) เพลงที่เหมือนเป็นเพลงหลักเลยคือ เพลง ยอม ต้องเวอร์ชันทาทาด้วย เพราะดูดอกกว่า ท่อนที่ตรงใจมากๆคือ "แม้ว่าการ...ตัดสินใจ...ของชั้นจะผิด..พลาด..มาก...ซักเพียงไหน (กรูไม่น่ามาเรยยย แถมไร้สติจ่ายค่าบ้านไปสองคืนอีก)...ก็ไม่อาจเปลี่ยนหัวใจ...ไปจากนี้ (ยังไงกรูก็ไม่กลับ กรูเสียตังค์ค่าบ้านไปแล้วสองคืน กรูต้องอยู่)" หรืออีกท่อน "หยุดไม่ได้แล้ว...ทุกอย่าง..." เวลาวิ่งลงเขามันหยุดไม่ด้ายจริงๆ กรูจะตกเขาตายอยู่แล้ว หรือขณะเดินอย่างไร้จุดหมายอยู่บนภู อีหนุ่มก็ระลึกเพลงออกมาได้ ของโปรเจคเอช "สุดสัปดาห์...ที่ดีอย่างนี้ (แล้วทำไมต้องมาทรมานแบบนี้ แง้) สุดสัปดาห์...ที่เธอและฉัน ได้มาชิดใกล้ monday tuesday wednesday thursday friday! โอ๊ย แฮปปี้จัง! (แฮปปี้มากอ่ะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ปวดขา เมื่อไหร่จะถึงที่พักก็ไม่รู้~~) มีช่วงฝนตก หนาวมาก ก็ไม่รู้ทำไง ขุดเพลงฝนๆมาร้อง "อดทนเวลาที่ฝน...พรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ" ถึงฝนไม่ตกชั้นก็เข้าใจพอแร้ววว จะรู้สึกได้ว่า เพลงส่วนใหญ่เป็นการร้องประชดชีวิตทั้งนั้นเรยย
มีช่วงไปน้ำตก ซึ่งเป็นน้ำตกแห้งเหือด ไม่มีน้ำซักหยด ตรงขอบน้ำตกที่ปกติน้ำจะไหลผ่านอย่างรุนแรง ก็เลยเดินได้ พื้นสีส้มๆ อีหนุ่มก็ไอเดียบรรเจิดนึกถึงเอ็มวีบริทนีย์ I'm not a girl not yet a woman เพลงนี้ก็เลยเป็นเพลงที่เอาไว้ร้องเวลานี้ หรือเวลาอยู่ขอบหน้าผา ได้ ดีจังเรยย ได้บรรยากาศมากๆๆ
เพลงสุดท้ายที่ฮิตไม่แพ้ ยอม คือเพลง pop star ของ ฮิราอิ เคน (อ่านจากปวรเอา) ซึ่งเป็นเสียงมือถือของเรา (ทำเองฮ่ะ) และก็ส่งต่อให้หนุ่ม และก่อนหน้านี้ก็ส่งทั้งเพลงเข้ามือถือให้ อีนี่ก็เลยเอะอะก็เปิดตลอดทาง ก็เลยโอซีดีร้องกันใหญ่ โดยร้องได้แค่ท่อนเดียวเท่านั้น We are the Pop Star! (เนื้อเพลงจริงเป็น I wanna be หรือ you're gonna be แต่จะครีเอทเนื้อเอง จะทำมาย) ปัจจุบันนี้ก็อยากรู้เนื้อหาเพลงนี้มากๆ (พรสรร ช่วยสงเคราะห์ให้เด็กน้อยสามตัว (ปวรอีกตัวด้วยเป็นสี่ตัว) ได้รู้ความหมายหน่อยสิจ๊ะ)
ป้า
ระหว่างทางขึ้นเขา จะมีร้านอาหารเป็นระยะๆ อยู่สี่จุด เรียกว่า ซำ ซึ่งหนึ่งซำก็มีหลายร้าน เวลาเราไปถึงก็จะเป็นสภาพเหนื่อยๆ ก็ทำตัวโวยวายงอแงกับป้าที่ขายของ เช่น ป้าเอาโค้ก ป้าน้ำแข็งสาม ป้าเอาเย็นๆ ป้าเอามะพร้าวด้วย อีหนุ่มบอกว่า ปกติชอบด่าคนไข้ที่เป็นพียู (peptic ulcer แผลในกระเพาะอาหาร) ว่าชอบกินโค้กเข้าไปถึงได้เป็นกัน แต่มันเอง พอถึงซำไหน ก็สั่งโค้กมันทุกซำ เป็นรีเฟลกซ์ทันที แต่ลุงป้าแถวนี้ใจดีมากเลยนะ พูดก็ดี บริการก็ดี ถึงไม่ซื้อก็ชวนคุย บอกนู่นบอกนี่ ทำให้อยากซื้ออ่ะ อยากช่วยป้าอ่ะ แล้วเวลาสั่งข้าว ร้านมันก็ติดๆกันหมด เราก็ต้อง distribute income (กระจายรายได้ ศัพท์ที่ครีเอทให้ป้าใช้เรียกลูกค้าต่างชาติ) โดยการ "ป้าร้านนี้เอาหมูผัดกระเทียม ลุงร้านนี้เอามาม่าผัด ป้าร้านนู้นเอาผัดกระเพา" ก็เลยได้รายได้กันทุกร้าน และเราก็ได้อาหารพร้อมกันทันใจด้วย มีอาหารที่หลายๆคนคาดไม่ถึงว่ามี คือ หมูกระทะ ซึ่งคาดว่าเพิ่งครีเอทได้ไม่นาน เพราะพวกนักท่องเที่ยวรุ่นโบไม่เคยได้ยินกัน ราคาก็แพงมากๆ...แต่กรูจะกิน! มีให้เลือกสองเจ๊ท คือ 300 กับ 500 เราถึงแม้มีแค่สามคน แต่ก็สั่งไม่ต้องคิดอยู่แล้วว่า 500 แน่ๆ ป้าก็ใจดีมีแถมให้ด้วย เตาก็เป็นเตาถ่านนั่งล้อมวงกัน หมูก็เป็นหมูกระเทียม อร่อยดีนะ เวลากินข้าวบนภู จะไม่สั่งโค้กแล้ว จะเน้นชาเย็นและโอเลงติง (โอวัลติน) ซึ่งป้าแต่ละร้านก็ชงอร่อยไม่เท่ากันอีก ส่วนใหญ่หวาน ต้องบอกว่าห้ามใส่น้ำตาล และพบว่าป้าหมูกระทะชงอร่อยสุดแล้ว มีหนมปังเย็นด้วยนะ ซึ่งหนมปังไม่สามารถซึมซับน้ำแดงได้ เราเรียกมันว่า ขนมปังเลี้ยงกวาง แข็งโคตร ป้าบอกว่า ต้องตากแดดไม่งั้นราขึ้น มันก็เลยแข็งๆอย่างนั้นแหละ
ทริปนี้กินเยอะมากๆๆ เยอะยิ่งกว่าอยู่กรุงเทพอีก ได้รับการเตือนมาว่าของแพง แต่ซื้อๆไปเหอะ เพราะกว่าจะแบกขึ้นมาลำบาก แต่เราว่าอาหารราคาหน้าซีรี่เลยนะ ประมาณ 40 บาทอ่ะ พวกเราสงสัยอีกอย่างว่า ลูกหาบแบกน้ำหนักๆขึ้นมาได้ยังไง เรามั่นใจมากว่า ต้องมีเส้นทางลับที่เค้าไม่เปิดเผยแน่ๆแลย ไม่เชื่อหรอกว่าเค้าจะแบกผ่านความชันระดับ 80 องศาที่มือสองมือเกาะก็แทบจะเอาไม่อยู่แล้ว ต้องมีอุโมงค์ลับแน่นอน!
กวาง
เหมือนเป็นไฮไลท์มาก ว่าต้องมาเจอกวางบนภู เป็นกวางที่เชื่องเข้ากับนักท่องเที่ยวได้ แรกๆก็ดี๊ด๊า แต่ซักพัก ทำไมมันหลายตัวจังวะ เอ๊ะ ให้กินแล้วไม่ไปอีก เอ๊ะ ยืนอยู่นั่นแหละ จะเอาอะไรอีก บางที่แสดงอาการอกส. (aggressive) วิ่งตามอีก กรูกลัว กวางอยู่ทุกหนทุกแห่ง ตื่นมาก็เจอมันมาดักรอหน้าบ้านแล้ว หลังๆเลยแบบว่า เบื่อกวางฮ่ะ
หม้อข้าวหม้อแกงลิง
ระหว่างเดินเที่ยว หนุ่มซึ่งมีความรู้ต้นไม้ใบหญ้า ก็ตื่นเต้นดี๊ด๊า (อยู่คนเดียว) ว่ามีเอื้องนั่นเอื้องนี่? (พันธุ์กล้วยไม้) เรากับอี๊ดก็เมมชื่อใหญ่ พยายามรักธรรมชาติตาม แต่ตอนนี้ลืมสิ้นแล้ว แต่ก็ดีนะ เดินดูอย่างมีความรู้บ้าง พอถึงตามหน้าผา ก็เดินตามหาหม้อข้าวหม้อแกงลิงกัน (ต้นไม้กินแมลง) ส่วนใหญ่มันจะเยินๆตายๆ แต่ในที่สุดก็เหลือรอดให้ดู พยายามจะหากาบหอยแครงด้วย หนุ่มบอกว่ามีที่ภูกระดึงที่เดียว (จิงป่าวเนี่ย) แต่มันไม่มี เพราะบริเวณขอบหน้าผาซึ่งมันควรจะมี เหมือนโดนเผาจากอะไรซักอย่างเป็นแนวยาวเลย ยังดีมีทางเดินกัั้นมั้ง ทำให้ด้านในไม่มีร่องรอยของการเผา
สวดมนต์
ถึงแม้เวลากลางวันเราจะงอแงอยากกลับบ้าน ใครโทรมาหาก็ต้องได้ยินแต่คำบ่น ถ้าโทรหาเรา เราก็ส่งให้ฟังอีฟบ่นทันที ซึ่งหลักๆคือ "กรูไม่มาอีกแล้ว อีดีดี้มันหลอกมา ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้ กรูอยู่ไม่ได้ กรูอยากกลับบ้าน" และถึงแม้เราจะเอาแต่เดินอะไรง่อยๆ ตื่นก็สายจนไม่เคยได้ดูพระอาทิตย์ขึ้น (ไม่ได้อยากสวนกระแสโว้ย) หรือแม้แต่พระอาทิตย์ตกก็ไม่ดู เพราะเดินไกล ซึ่งมันเป็นไฮไลท์ หรือการที่เราพูดจาอะไรเสื่อมๆเช่น คิดคำขวัญให้พีงกะดูว่า "มากันเป็นคู่ ถุงยางเกลื่อน" หรือการที่เราโหวกเหวกร้องเพลงหรือเปิดเพลงไร้สติ แต่เราก็มีช่วงเวลาสงบจิตสงบใจ ทำตัวโฮลี่เหมือนกันนะ ไม่อยากเชื่อละสิ และคงไม่อยากเชื่อยิ่งกว่าว่า คนนำสวดมนต์คือ อีฟ ไม่ใช่สิ อี๊ด ตะหาก ก็มีสวดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ต่อด้วยบทสวดไม่ให้ฝันร้าย เราก็เพิ่งได้ยินนี่แหละ ซึ่งแนะนำกันว่าอี๊ดควรเผยแพร่มากๆ
ตอนขาลงยังแปลกใจว่า ทำไมอีหนุ่มยังไม่เปื่อยซะที ผิดฟอร์มมากๆ แต่ในที่สุดมันก็ขาแพลง โฮะๆ (จิงๆสงสารนะ) แบบว่าตอนอาการวิ่ง "หยุดไม่ได้แล้ววว" มันทำตัวให้เข้ากับเพลงจอมยุทธ์ ใช้วิชาตัวเบาวิ่งบนก้อนหิน ไงล่ะเมิง สะดุดล้มขาแพลงเรยย ก็เลยใช้ขาอีกข้างทรงตัว เดินไปอีกซักพัก ก็ได้แพลงอีกข้าง ความซวยยังไม่หมด เมื่อเช้านี้ตื่นสาย ฝากของให้ลูกหาบไม่ทัน ต้องหอบลงมาเอง อีหนุ่มก็ทำกระเป๋าขาดระหว่างทาง ทำให้ต้องหิ้วด้วยมืออีก ถือว่า disable มากๆ มันก็กะด๊อกกะแด๊กลงมา ตอนแรกนึกว่าต้องช่วยกันหอบมันลงมา แต่กลายเป็นว่ามันเดินเร็วกว่าเราและอีฟอีก มันแกล้งแพลงใช่มั้ย มีโอกาสได้เห็นคู่ข้างหน้าด้วย ผู้หญิงเหมือนเท้าแพลงหรือเจ็บเท้าต้องถอดรองเท้าเดิน ซักพักต้องขี่คอผู้ชายเดิน ดูสวีทมากใช่มั้ย แต่สองคนนี่ไม่พูดจากันเลย เรารู้สึกได้ว่า เดี๋ยวมันต้องเลิกกันแน่นอน เพราผู้ชายเสียกได้ถึงความ disable ของผู้หญิง อะฮุๆ
ตอนลงมาถึงพื้นแล้ว ก็ได้แต่ร้องดีใจอยู่ในใจว่า กรูรอดตายแร้วววว กรูไม่ไปอีกแร้วววว พอกระโดดขึ้นสองแถวกันได้ แล้วมองกลับไปที่ความสูงของภู ซึ่งเราปีนกันขึ้นไปได้ ทุกคนก็พร้อมใจกันบอกว่า กรูเก่ง!
(ที่บอกว่าไม่ไปอีกแล้ว แต่กั๊วกัวว่า ถึงเวลาจริงๆ จะลืมความทรมานทั้งหลาย อย่างที่เขียนๆมานี่เพื่อจะเอาไว้เตือนตัวเองไม่ให้ไปอีก แต่ทำไมเราเขียนแต่เรื่องที่มันดูสนุกอย่างนี้ล่ะ ดูรูปแล้วก็ดูสนุกสนานร่าเริงกันดีนะเนี่ย เอ๊ ไปอีกดีมั้ยน้า...)

แถมอีกรูป รูปแอบถ่าย หนุ่มโรงงานและสาวโรงงานหนีตามกันมาบนพึงกะดู
ปล. ตอนนี้มีบลอกโคลน (cloning) มันเอาไปเด๊ะๆเลย ชั้นขอกรี๊ซซซซซซ ดูเสะ
Categories: travel, thailand














10 Comments:
หนุ่มโรงงานเเละสาวโรงงานนอนห่างกันมากๆ
กรูขอฟันธงว่ากลับจากพึงกะดูเเล้วเลิกกันชัวร์!!
1:15 PM
ชอบ entry นี้ของพี่ดีดี้มากกกกกๆๆเลย
อ่านแล้วขำน้ำตาไหลตลอดเวลา 555
ps: นัทกำลังเครียดกับการอ่าน paper
มาอ่านบลอคพี่ดีดี้หายเครียดเลย 55 thanx kab! :P
3:43 PM
ชีวิตมันเศร้า มันรันทดนะ จะมาหัวเราะทำไม หา~~~
น้องนัทไปกับพี่หน่องเร็ว อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง คริกๆๆ
7:00 PM
wanna go wa...
24 laew...Still haven't set foot on Phu...
Am I too old for this?
9:12 PM
แปะๆๆๆๆ ให้คะแนนเยอะมาก บล็อคนี้ เขียนได้ใจมาก มีครบหมด ทั้งบรรยาย มุขก็เยอะ รูปกับคำบรรยายก็สนุกอ่ะ
เราเคยไปภูกระดึงมาตอนม.3ม.4มั้ง แต่ไปกับพ่อกับแม่ อ้อม และเพื่อนๆพ่อแม่ ยังไม่ตัดขาดกัน รักกันเหมือนเดิม :D (แต่ว่าไม่ได้หอบของไปเองนะ ให้ลูกหาบหาบไป)
ชอบquote "แต่ขาขึ้นเราจะมีใช้อีกคำด้วย คือ สู้ๆสู้ตาย สู้ตายสู้ๆ พร้อมกับยกแขนกำมือด้วย" มาก เพราะว่าเพิ่งดูไปรวดๆ สิบหกแผ่น คิกขุดี เราชอบ แต่ตอนกลางๆ อืดไปนิด แต่ happy ending
ตามสไตล์เราก็โอเค
อุ้ม
8:49 AM
บรรยายซะเห็นภาพเลยว่ะ อ่านมันดี งี่งี่ <_>
6:45 PM
กรี๊ซ ผลตอบรับล้นหลาม
เอ๋ย...อย่าไปเรยยย ด้วยความหวังดี ไม่เห็นว่ามีใครที่ไปแล้วอยากจะไปอีกซักเท่าไหร่ ไปภูอื่นดีกว่า
อินทุอร...หมู่ชั้นเองที่หลงทางอ่ะ จำได้ไงวะ เราลืมไปแล้วนะ ก็หมู่เดียวกับปริ้นอ่ะแหละ นี่ๆ ชวนก้องไปสิ จะได้เป็นแฟนกันซะที
อุ้ม...ได้ดู full house ด้วยเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ อย่าบอกนะว่าได้ดุจังกึมด้วยอีกเรื่อง
อีอีฟฝากบอกว่า ไปอ่านบลอกมันด้วยและคอมเมนท์ด้วย (พวกเห่อๆบลอกก็งี้แหละ ต้องการคนใส่ใจ)
8:51 PM
ไม่เห็นว่ามีใครที่ไปแล้วอยากจะไปอีกซักเท่าไหร่<------E'Yuth Ngai...
Didn't he go there alone by himself last year??
10:32 PM
yes, I went there last Nov. Verygood wa haha
11:55 AM
ทำไมยามันเยอะงั้นเนี่ยฮะ
กวางมันอ้วนจริงๆแฮะ
ringtone popstar ผมก็มี คิคิ
3:21 PM
Post a Comment
<< Home