Autumn has come
ไม่ได้เขียนอะไรมานานแล้ว ที่เห็นๆนั่นบางอันเขียนเก็บไว้แล้วทยอยโพสท์ จะได้ไม่ดูหายหน้าหายตาจนเกินไป (คนเราต้องมีทริกกันบ้าง) ที่หายๆก็เพราะเรื่องแลบ เริ่มมีการมีงานทำ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือเรื่องภาษาญี่ปุ่น การบ้านโคตรเยอะ (เราก็ขอเค้าเองแหละ) และศัพท์ก็เยอะ จำก็ไม่ได้ง่ายเอาซะเลย หลักการซัพพอร์ทสุดขีดแบบคุมงก็เริ่มหายไป เริ่มต้องเพิ่งดิค (และพรสรร) เราเริ่มจากเลเวล A เมื่อปลายเดือน กค. ตอนนี้กำลังเริ่ม F แล้วนะ ก็ถือว่าเร็วมากๆแล้วเนี่ย (วันนี้เพิ่งสอบ ของ E ไป ผิดเพียบ เนื่องจากลำไยไม่อ่านหนังสือ) ต่อจาก F ก็จะกลายเป็น advance แล้ว เราก็เลยอยากอัดพวกเบสิคไว้ตั้งกะตอนนี้ เพราะต่อจากนี้ แลบเราจะหนักจริงๆแล้ว (หวังว่า)
อากาศที่นี่เปลี่ยนอีกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กย. ก็รู้สึกได้เลย ว่าฟดูใบไม้ร่วงมาแล้ว จากปกติใส่เสื้อแขนสั้นได้ ตอนนี้ต้องเริ่มแขนยาว ย่ิ่งกลางคืนก็หนาวมาก ขนาดอยู่ในบ้านยังหนาว ถ้าถีบจักรยานนี่ มือเย็นเจี๊ยบเลย ท้องฟ้าก็หน้าตาเปลี่ยนไป (จากคุณครูบอกมา) เมฆจากเป็นก้อนๆ กลายเป็นเส้นๆแทน (เห็นแล้วนึกถึงสายไหม) นั่งตามสวนเพื่อไปอ่านหนังสือก็ไม่ได้แล้ว เพราะลมแรงและหนาว เลยแอบเศร้าว่าหน้าร้อนที่ไม่เคยพบเคยเจอแบบนี้กำลังหายไป เศร้าจริงๆนะ ปกติกลางวัน เราจะซื้ออะไรไปกินตามสวน ต่อไปนี้ก็จะค่อยๆทำไม่ได้แล้ว ประมาณปลายเดือนนี้ อุณหภูมิคงตำกว่า 10 C ได้แล้วมั้ง ถีบจักรยานประมาณ 6 โมง ก็เริ่มมืดๆแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยดูได้ ก็เริ่มมืดมองไม่เห็น ใบไม้ยังไม่ค่อยเปลี่ยนสี มีแค่เมเปิล ที่เปลี่ยนตัวเองล่วงหน้าไปแล้ว จนบางต้นเริ่มร่วงแล้วด้วย เห็นแล้วเศร้ามากกว่าสวย
ช่วงนี้เรามีชีวิตในห้องสมุดเป็นส่วนใหญ่ พอแลบเสร็จปุ๊บ ก็ขอคุณครูไปนั่งห้องสมุด แบบว่านั่งจนดึกดื่นจริงๆ กินข้าวอะไรก็ในนั้น แต่ก็ต้องตบตีนิดหน่อย เพราะช่วงนี้สอบ คนเลยหนาแน่น แถมจองที่กันข้ามวันด้วย หลังจากไปป้วนเปี้ยนซักพัก เราก็เริ่มรู้เวลาว่าช่วงไหนคนจะเริ่มลุก แล้วก็ไปเสียบ แล้วก็จองท้ิงไว้มั่ง ห้องสมุดก็ปิดเที่ยงคืน แต่เราอยู่ไม่ถึงหรอก แต่ก็ดึกอยู่ เราชอบมากที่ห้องสมุดเค้าทำแอเรียสำหรับกินข้าวขึ้นมา มีตู้กดน้ำ มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน เห็นแล้วอย่างกะคาเฟ่ บางคนก็เอามาเป็นที่นั่งเมาท์ ก็ถ้าเริ่มหนาวแบบนั่งในสวนไม่ได้จริงๆ คงต้องมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร
กลับมาวันนี้ อ่านข่าวเจอว่ารายการเมืองไทยรายสัปดาห์โดนปลด เราก็ไม่ได้ชอบรายการนี้หรอกนะ เราว่าวิจารณ์แบบยัดเยียดความคิดตัวเองมากเกินไป แต่ถ้าไม่ฟัง ก็รู้สึกว่าจะไม่รู้อะไรเลย เพราะสื่อที่มีให้รับรู้ ก็ต้องพูดถึงแต่รัฐบาลในทางดีทั้งนั้นแหละ จะหาแบบด่าๆก้ต้องตามเวบบอร์ดเท่านั้น เราก็เลยว่าดีในแง่ที่คนทั่วๆไปก็ได้รู้ เราก็ฟังๆไว้แบบเอาข้อมูล เพราะเราก็ไม่ได้มีอารมณ์มาอ่านหนังสือพิมพ์ (ออนไลน์) ขนาดนั้น ก็เลยแอบเซ็งๆ ว่ารายการแบบนี้ยังโดนปลด แถมเพิ่งมีข่าวมติชนโดนแกรมมี่ซื้อไปอีก ต่อไปนี้ประเทศไทยก็คงโดนมอมเมากันเละเทะล่ะนะ คงโดนยุยงให้ฟุ้งเฟ้อใช้เงินกัน คนไทยโดนสื่อยุยงง่ายจะตาย (แต่ที่อ่านตามเวบบอร์ด รู้สึกว่าส่วนใหญ่ก็ไม่นะ แต่ไม่รู้ว่าคนที่การศึกษาน้อย หรือวัยรุ่นไร้สติเนี่ย จะเป็นยังไงกัน) เราไม่รู้เรื่องระบบเศรษฐกิจหรอกนะ แต่ถ้าคนเรายังใช้เงินไปกับมือถือหรือของฟุ่มเฟือยทั้งหลายเยอะๆเนี่ย ไม่ดีแน่ๆ (เราใช้ป่าวหว่า) พอดีกว่า เป็นเรื่องไม่ใช่ฟีลด์เรา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะอิกนอร์กันได้ จากปกติเราไม่เคยอ่านข่าวการเมืองไทยเลย เดี่ยวนี้เริ่มอ่านแล้วนะ ไม่งั้นจะโดนรัฐบาลและทักษิณมอมเมา
กลับมาเรื่องที่ญี่ปุ่น เพิ่งเลือกตั้งผ่านไป แอบประทับใจนายกญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่น ที่เค้าเลือกนายกโคอิซูมิ ด้วยนโยบายแปรรูปไปรษณีย์ (ไปรษณีย์ที่นี่ ไม่ต่างอะไรกับธนาคาร ซึ่งเป็นธนาคารเบสิคที่ทุกคนไปใช้บริการ เงินก็เยอะโคตรๆน่ะสิ) แปรรูปที่นี่ไม่แปรรูปจิ๊ดนึงแบบเมืองไทย ที่เค้าแปรเพื่อลดการคอรัปชั่น ขี้เกียจเล่ามาก เอาเป็นว่า ถ้าแปร คนในพรรคตัวเองคัดค้านมาก เพราะโอกาศคอรัปชั่นหมดไป แต่โคอิซูมิกลับยืนยันที่จะปฏิรูปให้ได้ (คุนิมิตสึน่าจะเอาไปเขียน) เป็นจุดยืนที่น่าประทับใจดีนะ จะว่าไปแล้ว เราไม่ได้ชอบโคอิซูมิเท่าไหร่ จากเรื่องที่ชอบไปไหว้ศาลเจ้าที่ฝังทหารญี่ปุ่นช่วงสงครามโลก ที่คนจีนเกาหลีคัดค้านกันเป็นเรื่องเป็นราว จริงๆแล้ว ทหารยุคนั้นทำอะไรไว้ก็ไม่ควรใส่ใจ แต่เราไม่ชอบที่ว่าไปเคารพคนแบบนั้นทำไม อาจจะสงสัยว่าแล้วเราไปใส่ใจอะไรด้วย เผอิญเรื่องทหารญี่ปุ่นทำอะไรกับคนจีนไว้ เราได้ยินมาโดยตรงอ่ะ และมันแย่มาก (ลองไปอ่าน หลั่งเลือดที่นานกิง ดูก็ได้ แค่บทสองบทก็เพียงพอ) แต่ยังไงก็ตาม ถ้าเมืองไทยมีนายกแบบนี้บ้างก็ดีนะ
และวันนี้อยู่ดีๆ นึกถึงตอนอยู่บดินทร ที่อุ้มกับวาสนาเถียงกันจะเป็นจะตาย เรื่องประชาธิปัตย์หรือไทยรักไทย ตอนนั้นทักษิณลงสมัครนายกสมัยแรกมั้ง รู้สึกว่าเถียงกันแบบแทบจะทะเลาะกัน แอบคิดว่า ถ้าเป็นตอนนี้มาคุยเรื่องนี้ จะคุยกันว่ายังไง :)
Categories: me

5 Comments:
เรื่องศาลเจ้าที่ว่าก็บอกว่าผิดไม่ได้หรอก
เพราะถือว่าเป็นที่ฝังวิญญาณของบรรพบุรุษของคนที่ต่อสู้เพื่อชาติของเขา
เวลาเกิดสงครามถึงแม้จะถูกกระทำแย่ขนาดไหน จะตามมาเอาผิดกันนานเกิน 60 ปีอย่างงี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน
มาโตเกียวแล้วจะพาไปดู
12:16 AM
อย่าลืมว่าเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นได้แค่หกสิบปี หมายความว่าคนที่ตายๆ ไปมันก็ส่วนใหญ่ก็คือปู่ย่าตายายของคนญี่ปุ่นวัยแก่ๆ แหละ ก็เป็นธรรมดาที่เราไปต้องไปไหว้อากงอาม่าของตัวเอง เราคิดอย่างนั้นนะ และคนญี่ปุ่นเขาคิดถึงว่าฆ่าคนจีนที่นานกิงไม่ใช่เพราะเป็นการทำลายเชื้อชาติแบบพวกนาซีคิด เขาทำไปเพราะต้องการกวาดล้างระบบคอมมิวนิสต์ในจีน แต่คน (ญ) บางคนก็วิปริตไปหน่อย ทำเป็นอินเทรนด์จงเกลียดจงชังเชื้อชาติอื่นเลียนแบบนาซี ก็เลยมีพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ ไปฆ่าคนจีนอย่างดูถูกนั่นแหละ
พูดแล้วคิดถึงว่าทำไมคนเขมรถึงเกลียดไทย อันนี้มันผ่านไปตั้งชาติกว่าแล้ว (ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นที่ไทยไปบุกนครวัต) แต่อย่าลึมว่าอันนี้มันคนกรณีกัน เพราะเหตุการณ์มันเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน คนเขายังไม่ลึมกัน (และก็ไม่ตั้งใจให้เรื่องมันถูกลึมด้วย)
1:14 PM
มาอ่านแล้วนะ สนุกดีอ่ะ blog วันนี้ มีหลายtone ดี... ชอบตอนดี้บรรยายเรื่องก้อนเมฆมากๆ เห็นภาพดีอ่ะ
ส่วนเรื่องการเมือง ไม่ออกความเห็นในนี้ดีกว่าเนอะ
^=^
Oom
1:55 PM
พรสรร ไม่ไปอ่ะ อยากไปดูโอตาคุที่อากิบะมากกว่า จริงๆนะ จำเป็นมากว่าต้องพาไป
จริงๆเราก็ไม่ได้โกรธอะไรมากมาย ถ้าจากเหตุผลแบบปวร เราก็เห็นด้วย แต่ไม่คิดว่าจะต้องทำแบบเปิดเผยให้คนที่ได้รับผลกระทบไม่พอใจกันขนาดนี้ จะเคารพบรรพบุรุษก็ทำลับๆล่อๆก็ได้ ถ้าเรื่องทหารญี่ปุ่น เราว่าเอาเข้าเครื่องแบบนาซีก็ไม่ต่างอะไรกันนักหรอก เราค่อนข้างไม่เชื่อด้วย ว่าเหตุผลคือกวาดล้างคอมมิวนิสต์ เอาเถอะ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ไม่ควรดิสคัส เพราะเป็นเรื่องที่พวกเราก็ไม่ได้รู้เรื่องกันจริง แค่ฟังเล่าๆกันมา แต่เราแค่ฟังมาเยอะเท่านั้นเอง
อุ้ม เดี๋ยวว่าจะส่งเมลล์อันเชิญวาสนาให้มาอ่านด้วยอีกคน :)
11:03 PM
มีอะไรวิชาการด้่วยเหรอ???
9:45 PM
Post a Comment
<< Home